11 วิธีแก้ริ้วรอยใต้ตา เห็นผลจริงฉบับทำได้เองแบบง่ายๆ

11 วิธีแก้ริ้วรอยใต้ตา เห็นผลจริงฉบับทำได้เองแบบง่ายๆ

หลายคนอาจตกใจที่อยู่ดีดีเมื่อสังเกตตัวเองพบเห็นริ้วรอยใต้ดวงตาเกิดขึ้นจนมองเห็นได้ชัด สาเหตุหลักอาจมาจากอายุที่มากขึ้น ส่งผลให้ไขมัน, เซลล์ใต้ชั้นผิวหนัง, คอลลาเจน และกล้ามเนื้อบนใบหน้า ที่อยู่ใต้ชั้นผิวเริ่มลดลง ส่งผลให้เกิดริ้วรอยใต้ตาได้ นอกจากเรื่องของอายุที่มากขึ้นแล้ว ยังมีอีกหลายยังมีอีกหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดริ้วรอยใต้ดวงตาที่ลดทอนความมั่นใจ บทความนี้ได้รวมวิธีลดริ้วรอยใต้ตาแบบธรรมชาติ ที่แก้ไขปัญหาได้จริง

สาเหตุของริ้วรอยใต้ตา เกิดจากอะไร?

สาเหตุของริ้วรอยใต้ตา เกิดจากอะไร

สาเหตุของริ้วรอยใต้ตานั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งแสงแดดที่มีทั้งรังสี UVA และ UVB รวมไปถึงแสงสีฟ้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คอลลาเจนในผิวลดลง สร้างความหย่อนคล้อย และริ้วรอยให้เกิดขึ้นบนใบหน้า นอกจากนี้ความเครียด และการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอก็ส่งผลให้การเสริมสร้างคอลลาเจนลดลง รวมไปถึงการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ ก็ทำให้เกิดริ้วรอยใต้ตาขึ้นได้เช่นเดียวกัน

ยิ้มแล้วมีริ้วรอยใต้ตา

ปัญหาเมื่อยิ้ม หรือ แสดงสีหน้าแล้วเกิดริ้วรอยใต้ตา มีถุงใต้ตาทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ มักจะเห็นได้ชัดเมื่อเรามีอายุมากยิ่งขึ้น สาเหตุเกิดจาก คอลลาเจน อิลาสติน และ กรดไฮยาลูโรนิก ใต้ชั้นผิวลดลง จนทำให้ผิวมีความแข็งแรงและความยืดหยุ่นลดลง ปัญหาเหล่านี้คือสัญญาณบ่งบอกของอายุที่มากขึ้น ต้องเริ่มดูแลไม่อย่างนั้นอาจจะเป็นริ้วรอยขนาดลึกและใหญ่ขึ้นได้

11 วิธีแก้ปัญหาริ้วรอยใต้ตา รอยย่นใต้ตา แบบธรรมชาติ เห็นผลจริง

วิธีแก้ปัญหาริ้วรอยใต้ตา รอยย่นใต้ตา แบบธรรมชาติ เห็นผลจริง

1. การนอนหลับให้เพียงพอ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน

การนอนหลับให้เพียงพอเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดเพื่อให้ร่างกายได้มีการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและเสริมสร้างเซลล์ต่าง ๆ ให้กลับมามีชีวิตชีวามากขึ้น ช่วยลดอัตราการเกิดริ้วรอยบนใบหน้า และรอบดวงตาได้

2. หลีกเลี่ยงแสงแดด

แสงแดดถือเป็นตัวการหลักที่ทำให้ผิวเสียและเกิดริ้วรอยได้ ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดด้วยการใส่แว่นกันแดด ซึ่งเป็นตัวช่วยได้ในระดับหนึ่ง เพื่อชะลอความรุนแรงของรังสีที่จะมาทำร้ายผิวใต้ดวงตาของเรา นอกจากใส่แว่นกันแดดแล้ว NIVEA ขอแนะนำให้ทาครีมกันแดดทุกครั้งไม่ว่าจะในอาคารที่ไม่มีแดด หรือทำกิจกรรมระหว่างวันเพราะแสงแดด รังสียูวี เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผิวเสื่อมสภาพ ไม่กระชับได้ ควรเลือกใช้กันแดดที่มีประสิทธิภาพที่สามารถป้องกันแสงแดดได้รวมถึงบำรุง ฟื้นฟูผิวไปในตัวอย่าง นีเวีย ลูมินัส630 เดลี่ มอยเจอร์ไรเซอร์ ไลท์ ครีม SPF50 PA+++ ที่มาพร้อมเนื้อสัมผัสบางเบา ซึมซาบไว ไม่ทิ้งความเหนียวเหนอะหนะบนผิว ผสานเทคโนโลยี Thiamidol เข้าจัดการปัญหาฝ้าแดดและจุดด่างดำสะสมได้อย่างตรงจุด พร้อมด้วยค่า SPF50 สร้างเกราะป้องกันผิวจากรังสียูวีอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยแก้ไขปัญหาริ้วรอยร่องลึกและตีนกา ผิวกระจ่างใส สีผิวสม่ำเสมอ ริ้วรอยแลดูจางลง เผยผิวดูอ่อนเยาว์และสุขภาพดี

นีเวีย ลูมินัส630 เดลี่ มอยเจอร์ไรเซอร์ ไลท์ ครีม  SPF50 PA+++

3. การใช้ครีมบำรุงผิวใต้ดวงตาโดยเฉพาะ

เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวใต้ดวงตา ซึ่งเป็นจุดที่มีความชุ่มชื้นน้อยกว่าบริเวณอื่น ๆ การใช้ครีมบำรุงใต้ดวงตาช่วยลดโอกาสการเกิดริ้วรอยใต้ตาจากภาวะต่าง ๆ รวมถึงการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ช่วยลดเรือนริ้วรอย ที่มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวทั่วบริเวณใบหน้า อย่าง นีเวีย ลูมินัส630 แอนตี้ เอจ แอนด์ สปอต เซรั่ม (NIVEA Luminous 630 Anti-Age & Spot Serum) ด้วยสารไทอามิดอล (Thiamidol)  สารไบรท์เทนนิ่งที่ทรงประสิทธิภาพพร้อม 2 พลัง ที่ช่วยฟื้นบำรุงผิวให้ดูกระชับ ลดเลือนริ้วรอยใต้ตาร่องลึก และฝ้าแดดจุดด่างดำสะสม จัดการได้ลึกถึงต้นตอฟื้นฟูผิวให้ดูสม่ำเสมอ เรียบเนียน อ่อนเยาว์ มีส่วนผสมของไฮยาลูรอนเข้มข้น สารสกัดจากถั่วเหลือง และ วิตามินอี ที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นเปล่งปลั่ง

นีเวีย ลูมินัส630 แอนตี้ เอจ แอนด์ สปอต เซรั่ม

4. การดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว

การดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอต่อวัน ช่วยรักษาความชุ่มชื้นภายในให้กับร่างกายเพื่อชะลอริ้วรอยใต้ดวงตาได้ เพราะใต้ดวงตาเป็นจุดที่มีน้ำ และคอลลาเจนน้อย การดื่มน้ำจึงเป็นการเติมความชุ่มชื้นให้ผิวใต้ตาได้

การมาสก์ใต้ตา

5. การมาสก์ใต้ตา

การมาสก์ใต้ตาแบบแผ่นที่มีสารบำรุงที่ช่วยลดริ้วรอยใต้ตา รวมถึงมาสก์ตาด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น สูตรแตงกวา สูตรใบบัวบก สูตรไข่ขาว เป็นประจำ สามารถเพิ่มความชุ่มชื้น และวิตามินต่างๆ ให้กับผิวได้ แต่ควรทำเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง และใช้เวลาอย่างน้อย 15-20 นาที เพื่อบำรุงผิวใต้ดวงตาให้มีความชุ่มชื้นมากขึ้น ทำให้ริ้วรอยใต้ตาจางลงได้

การออกกำลังกายเป็นประจำ

6. การออกกำลังกายเป็นประจำ

การออกกำลังกายนอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดให้ร่างกายสูบฉีดเลือด และลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงผิวหนังมากขึ้น ทั้งยังช่วยควบคุมปริมาณฮอร์โมนความเครียด ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนให้ผิวกระจ่างใส และกระชับมากยิ่งขึ้น โดยความถี่ในการออกกำลังกายที่ดีที่สุด คือ 3 ครั้งต่อสัปดาห์

7. ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

เนื่องจากตัวฟิลเลอร์มีสาร Hyaluronic Acid ที่เป็นสารสังเคราะห์ตามธรรมชาติที่มีอยู่แล้วในร่างกาย หลักการทำงานของฟิลเลอร์คือ เมื่อฉีดลงไปใต้ผิวหนัง เนื้อเยื่อบริเวณนั้นก็จะเต่งตึง มีน้ำมีนวลมากขึ้น จึงเหมาะมากสำหรับคนที่มีปัญหาริ้วรอยใต้ตา, รอยย่นใต้ตา, ใต้ตาคล้ำ, เบ้าตาลึก รวมไปถึงมีรอยพับใต้ตา

8. ใช้เลเซอร์

การใช้เลเซอร์สามารถช่วยปรับผิวให้ดูเรียบเนียนขึ้น แถมยังช่วยลดเลือนริ้วรอยใต้ตาได้ ในกรณีที่ใต้ตามีร่องลึกมาก ๆ ควรใช้วิธีฉีดฟิลเลอร์มากกว่า เพราะเป็นสารเติมเต็มจึงสามารถช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยใต้ตาได้ตรงจุดมากกว่า

9. ฉีดโบท็อกซ์ริ้วรอยใต้ตา

โดยปกติแล้วการฉีดโบท็อกซ์ลดริ้วรอยใต้ตาจะใช้แก้ปัญหาริ้วรอยเล็ก ๆ หรือริ้วรอยร่องตื้น หากฉีดโบท็อกซ์แท้ในปริมาณที่เหมาะสม และฉีดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในคลินิกที่ได้มาตรฐานก็ไม่เป็นอันตราย แต่ข้อควรระวังในการฉีดโบท็อกซ์ลดริ้วรอยคือถ้าฉีดมากเกินไปอาจทำให้ตาแข็งได้

10. นวดผ่อนคลาย

ถือเป็นการช่วยฟื้นบำรุงผิวบริเวณรอบดวงตา ช่วยให้เลือดสามารถไหลเวียนได้ดี แถมยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินใต้ผิว ทำให้ผิวยืดหยุ่น ช่วยลดการเกิดริ้วรอยใต้ตาที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยอาจนวดวนเบาๆ ที่ใต้ตา หรือนำผ้าที่มีความอุ่นเล็กน้อยมาประคบผิวบริเวณรอบดวงตา เรียกได้ว่าเป็นวิธีง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถทำได้

ริ้วรอยใต้ดวงตาถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับหลายคนโดยสาเหตุหลักคืออายุที่เพิ่มมากขึ้น สามารถชะลอวัยให้ผิวใต้ตายังคงเรียบเนียน สุขภาพดี ได้ด้วยวิธีดังที่กล่าวในข้างต้น ทั้งวิธีง่าย ๆ ที่ดูแลได้ด้วยตัวเองหรือพึ่งพาหัตถการจากคลีนิกเสริมความงาม แต่การดูแลด้วยตัวเองจะให้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัย และความน่าพึงพอใจที่เราสามารถได้ดูแลตัวเองโดยไม่ต้องพึงพาหัตถการใด ๆ เพื่อให้บุคคลิกของเรายังคงดูดีตราบนานเท่านาน

11. ลดริ้วรอยใต้ตาด้วย คลื่นอัลตร้าซาวด์

เหมาะสำหรับปัญหาผิวหย่อนคล้อยขาดความกระชับซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของริ้วรอยใต้ตา เทคโนโลยีนี้จะส่งพลังงานคลื่นเสียงความถี่สูงแบบเฉพาะเจาะจง (Focused Ultrasound) ลงไปใต้ชั้นผิวลึกถึงระดับชั้น SMAS (ชั้นพังผืดที่รองรับผิว) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินใหม่ ผลลัพธ์คือผิวรอบดวงตาจะค่อยๆ ตึงกระชับและยกขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ริ้วรอยเล็กๆ ดูจางลงไปด้วย เป็นวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัดและไม่มีแผล แต่จะเห็นผลเต็มที่ในเวลาประมาณ 2-3 เดือน ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากคือ Ulthera และ HIFU

บทสรุป

ริ้วรอยใต้ตาเป็นสัญญาณของอายุที่มากขึ้น ร่างกายผลิตคอลลาเจนลดลง จนผิวไม่กระชับเกิดริ้วรอยได้ง่ายเพียงยิ้มหรือแสดงสีหน้า นอกจากอายุแล้วการใช้ชีวิตประจำวัน แสงแดดและมลภาวะก็มีผลต่อการเกิดริ้วรอย สำหรับคนที่ไม่มั่นใจ เราสามารถรักษาริ้วรอยใต้ตาแบบธรรมชาติได้ง่ายๆ 11 วิธี ไม่ว่าจะนอนให้เพียงพอ ดื่มน้ำและออกกำลังกายอย่างเป็นประจำ รวมถึงการใช้ครีมบำรุงที่เหมาะสมมีสารสำคัญในการช่วยลดเลือนริ้วรอย และเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว เพียงเท่านี้เราก็ลดโอกาสในการเกิดริ้วรอยใต้ตา หรือ ถุงใต้ตาได้แล้ว

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับริ้วรอยใต้ตา

1. Q: ทำยังไงให้ริ้วรอยใต้ตาหาย

A: ริ้วรอยใต้ตาเป็นปัญหาที่แก้ไขด้วยวิธีธรรมชาติได้ เพียงแค่ดูแลผิวรอบดวงตาอย่างสม่ำเสมอ ด้วยวิธีง่ายๆ เช่น การนอนหลับให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้มากๆ ทาครีมบำรุงผิว และหลีกเลี่ยงแสงแดด นอกจากนี้ การใช้มาส์กใต้ตา หรือการนวดเบาๆ บริเวณใต้ตาก็ช่วยได้เช่นกัน สำหรับปัญหาที่รุนแรงขึ้น อาจพิจารณาการรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์ เช่น การฉีดฟิลเลอร์ หรือเลเซอร์ ซึ่งจะช่วยให้ริ้วรอยใต้ตาจางลงและผิวใต้ตาดูเรียบเนียนขึ้น

2. Q: ทาวาสลีนใต้ตาช่วยแก้ริ้วรอยได้จริงหรือไม่

A: การทาวาสลีนใต้ตาเป็นวิธีที่หลายคนนิยมทำเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว แต่จริงๆ แล้วการทาวาสลีนใต้ตาอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอไป เนื่องจากผิวรอบดวงตาเป็นผิวที่บอบบางมาก การทาวาสลีนซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นสูง อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ง่ายกว่าการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวรอบดวงตาโดยเฉพาะ หรือที่เรียกว่า "อายครีม" ซึ่งมีส่วนผสมที่อ่อนโยนต่อผิวมากกว่า และมีส่วนผสมที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะของผิวรอบดวงตาโดยตรง เช่น ริ้วรอย ความหมองคล้ำ หรือถุงใต้ตา

3. Q: อาหารอะไรบ้างที่ช่วยลดริ้วรอยใต้ตา

A: อาหารที่มีวิตามินซี วิตามินอี และวิตามินเอสูง เพราะวิตามินเหล่านี้ช่วยในการฟื้นฟูเซลล์ผิว ลดการอักเสบ และปรับปรุงการไหลเวียนโลหิตบริเวณใต้ตา ตัวอย่างอาหารที่แนะนำ ได้แก่ พริกหวาน กะหล่ำปลี สตรอว์เบอร์รี กีวี ถั่วต่างๆ อาโวคาโด ฟักทอง ปลาไหล ตับหมูและไก่ สาหร่ายทะเล ฟักทอง มะละกอ และแคร์รอต การรับประทานอาหารเหล่านี้ร่วมกับการพักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการใช้สายตามากเกินไป จะช่วยให้รอยคล้ำใต้ตาจางลงและผิวรอบดวงตาดูสดใสขึ้น

4. Q: กัวซาช่วยลดริ้วรอยใต้ตาได้หรือไม่

A: การใช้กัวซานั้นมีจุดมุ่งหมายเดียวกันกับการนวดรอบดวงตาคือกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ช่วยลดอาการบวม และอาจช่วยลดเลือนริ้วรอยได้ แต่การกัวซาอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ง่ายกว่า เนื่องจากเครื่องมือมีความคมและผิวรอบดวงตาบอบบางมาก การนวดเบาๆ ด้วยปลายนิ้วจึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยและเหมาะสมกว่าสำหรับบริเวณรอบดวงตา ซึ่งหากต้องการใช้กัวซาดูแลผิวรอบดวงตา ควรศึกษาเทคนิคการนวดที่ถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญ หรือดูวิดีโอสาธิต เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและปลอดภัยต่อผิวรอบดวงตา

เคล็ดลับที่น่าสนใจสำหรับคุณ