วิธีรักษาฝ้าเก่าและป้องกันเกิดฝ้าใหม่

รักษาฝ้าเก่า ป้องกันเกิดฝ้าใหม่ ง่ายๆ เพียงแค่

วิธีที่ดีที่สุดในการรักษาฝ้าเก่า ป้องกันฝ้าเกิดใหม่

ฝ้าเก่ายังไม่หาย ฝ้าใหม่มาอีกแล้วววว จะทำยังไงดี มีหลายวิธีเยอะแยะไปหมดเลย แล้วเราควรจะเลือกแบบไหนถึงจะหายและปลอดภัยต่อผิวหน้าของเรามากที่สุด นอกจากรักษาฝ้าเก่าให้หายแล้ว ยังต้องป้องกันฝ้ากลับมาเยือนใบหน้าเราอีกด้วย


 

มาดูกันว่า...ตอนนี้ มีวิธีรักษาฝ้าแบบไหนบ้าง แต่ละวิธี มีข้อดี ข้อเสีย อย่างไร วิธีไหนรักษาฝ้าได้ดีที่สุด จะได้ไม่ต้องเสียเงิน (เยอะ) และก็ไม่เสียใจ (จ่ายแล้วก็ไม่หายสักที) ภายหลัง


 

-การใช้กรดผลไม้ หรือ AHA (Alpha Hydroxy acid) ซึ่งจะช่วยเร่งการผลัดผิวชั้นหนังกำพร้า ทำให้รอยฝ้าตื้นขึ้นและสีจางลง เหมาะกับการรักษาฝ้าชนิดตื้น ถ้าบางคนแพ้ ก็จะเกิดการแสบ แดง ที่ผิวหนังได้ ถ้ามีอาการเหล่านี้ ต้องหยุดใช้ทันที


 

- ครีมรักษาฝ้า ที่มีส่วนผสมของ “ไฮโดรควิโนน” ห้ามใช้เด็ดขาด เพราะทำให้ผิวหนังบริเวณที่ทาเป็นด่างขาว และทำให้เกิดฝ้ามากขึ้นกว่าเดิม และที่อันตรายไปกว่านั้น ก็คือ ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังโชคดีที่บ้านเราประกาศห้ามใช้สารตัวนี้ผสมในเครื่องสำอางอย่างเด็ดขาดแล้ว


 

- การใช้เลเซอร์ ยิงเข้าไปที่ผิวบริเวณที่เป็นฝ้า ทำให้เม็ดสีแตกออกจากกัน ทำให้รอยฝ้าจางลง แต่วิธีนี้อาจยิ่งทำให้ผิวตรงที่เป็นฝ้ามีรอยคล้ำมากยิ่งขึ้น เพราะกระบวนการแตกของเม็ดสีทำให้เกิดการอักเสบที่ชั้นใต้หนังกำพร้า วิธีนี้นอกจากจะไม่หาย ผิวบริเวณที่เป็นฝ้ายังมีรอยคล้ำมากยิ่งขึ้น แถมกลับมาเป็นฝ้าซ้ำอีก เพราะเลเซอร์ไม่ได้ป้องกันการสร้างเมลานินใหม่


 

-การกรอผิวด้วยเกร็ดอัญมณี (Microdermabrasion) เป็นการเร่งการผลัดเซลล์ผิวในชั้นหนังกำพร้าให้ลอกหลุดออก เพื่อให้ผิวหนังตื้นและรอยฝ้าจางลง วิธีนี้เหมาะกับฝ้าชนิดตื้น และจำเป็นต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญ หลังการกรอผิวอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวหน้าสูง จะมีรอยแดงบนใบหน้าอยู่ 2-3 วัน และหลังการรักษาห้ามโดนแดดเด็ดขาด


 

-ใช้วิธีธรรมชาติ เช่น หัวไชเท้า หรือว่านหางจระเข้ เป็นต้น


 

ที่ยกตัวอย่างมา..มีผลข้างเคียงทั้งนั้นเลย มากบ้าง น้อยบ้าง หรือ บางวิธี ไม่มีผลข้างเคียง แต่ก็ใช้เวลานานมากกว่าจะเห็นผล แล้ว..อะไร คือ วิธีการรักษาฝ้าที่ดีที่สุดล่ะ


 

ก่อนอื่น เราต้องรู้ก่อนว่า อะไรเป็นตัวการที่ทำให้เกิดฝ้า 70% ของคนเป็นฝ้า มาจากรังสี UV นอกนั้น กรรมพันธุ์, การแพ้ยาบางตัว หรือการขาดสารอาหารบางชนิด เช่น วิตามิน เอ ซี บี12 ก็เป็นสาเหตุให้เกิดฝ้าได้เช่นกัน


 

ดังนั้น ถ้าไม่อยากเป็นฝ้า ก็ต้องหลีกเลี่ยงแสงแดด ซึ่งรังสี UV จะมีความเข้มข้นสูงสุด ในช่วง 10.00-14.00 น. ถ้าเลี่ยงได้ ควรเลี่ยงซะนะจ๊ะ แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ล่ะ เราควรจะป้องกันยังไงดี วิธีป้องกันและรักษาฝ้าที่ดีที่สุด คือ ควรใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ เพราะรังสี UV คือตัวการที่ไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดสีหรือเมลานินโดยตรง ซึ่งในผิวคนเรา จะมีเมลาโนไซต์ ที่ทำหน้าที่ผลิตเม็ดสีในชั้นผิวหนังของเรา และเม็ดสีจะเข้มขึ้นโดยการกระตุ้นของเอนไซน์ไทโรซิเนส เมื่อเอนไซน์ไทโรซิเนสถูกกระตุ้นจากรังสี UV มากๆ เข้า ก็ยิ่งทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นสีคล้ำกว่าปกติ จนเป็น “ฝ้า”


 

การใช้ครีมกันแดด ที่มีสารยับยั้งเอนไซน์ไทโรซิเนส ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของการเกิด “ฝ้า” ได้ ก็สามารถหยุดยั้งการเกิดของ “ฝ้า” ได้ที่ต้นตอเลยทีเดียว


 

แต่..ไม่ใช่ครีมกันแดดทุกตัวจะมีสารตัวนี้นะ ที่เห็นตอนนี้ ก็มี นีเวีย ลูมินัส630 สปอตเคลียร์ / SPF50, PA+++ (NIVEA LUMINOUS630 Spot Clear / SPF50, PA+++) ความพิเศษของนีเวีย ลูมินัส630 สปอตเคลียร์ คือ มี ลูมินัส630 (LUMINOUS630) อนุพันธ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด และเสถียรที่สุดที่ช่วยยับยั้งเอนไซน์ไทโรซิเนส อันเป็นจุดกำเนิดของการเกิดฝ้าได้จริงๆ แถมยังปกป้องผิวหน้าของเราจากรังสี UVA และUVB ด้วยประสิทธิภาพสูงสุด SPF50 และ PA+++ เห็นผลชัดๆ ว่าสามารถรักษาฝ้าแดดที่สะสมมา 10 ปี ให้จางลงได้จริงๆ ภายใน 4 สัปดาห์ เมื่อใช้ติดต่อกันทุกวัน แถมไม่ต้องเสียเงินเลเซอร์ด้วย ที่สำคัญไม่มีผลข้างเคียง เพราะพิสูจน์แล้วจากแพทย์ผิวหนังและผู้ใช้จริงในประเทศไทยถึง 200 คน


 

ง่ายๆ แค่นี้เลย นีเวีย ลูมินัส630 สปอตเคลียร์ ( NIVEA LUMINOUS630 Spot Clear SPF50,PA+++ ) ลดเลือนฝ้าเก่าให้จางหาย ป้องกันฝ้าใหม่ไม่ให้มาเยือน... เอาเงินค่าเลเซอร์ทำหน้า ไปซื้อ ( NIVEA LUMINOUS630 Spot Clear SPF50,PA+++ ) ดีกว่า ดีขนาดนี้ ต้องรีบพุ่งตัวไปคว้าไว้เลยน๊าาา เพราะของมาเมื่อไหร่ หมดเร็วตลอดๆๆ จนกลายเป็น rare item ไปแล้วววว #ของมันต้องใช้ #ไม่ใช้ไม่ได้แล้ว #นีเวีย ลูมินัส630 สปอตเคลียร์